ตัวเลขสามารถแสดงในฐานใดๆ ก็ได้ ในขณะที่มนุษย์ใช้งานเลขฐานสิบเป็นหลัก ส่วนคอมพิวเตอร์นั้นชอบใช้เลขฐานสอง ในเลขฐานใดๆ ค่าของหลักที่
ที่มีค่าเท่ากับ
มีค่าเท่ากับ
| (3.1) |
โดยที่
มีค่าเริ่มจากศูนย์ ที่มีการเพิ่มจากทางขวามาทางด้านซ้าย ตัวอย่างเช่น
แสดงค่า
การแสดงเลข
หรือ
ในคอมพิวเตอร์ MIPS แสดงโดยเลขฐานสองขนาด 32 ดังต่อไปนี้
จากที่ข้อมูลหนึ่ง Word ที่เขียนในแนวนอนนั้นอาจเกิดความสับสนว่า เริ่มจากทางด้านใด โดยทั่วไปเรานิยาม ``Most Significant Bit'' ว่าเป็นบิตทางซ้ายมือสุด และ ``Least Significant Bit'' ว่าเป็นบิตทางขวามือสุด
ขนาด Word ของ MIPS ที่มีขนาดเท่ากับ 32 บิต สามารถแสดงตัวเลขตั้งแต่ 0 ถึง
เริ่มจาก
0000 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0000 = 0 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0001 = 1 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0010 = 2 ... 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1101 = 4,294,967,293 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1110 = 4,294,967,294 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1111 = 4,294,967,295
ค่าในบิตต่างๆ ตามตำแหน่งสามารถแสดงค่าโดยนำค่าตำแหน่งยกกำลังสอง คูณกับบิตในค่านั้นๆ ถ้าให้
เป็นค่าบิตในตำแหน่งที่
ค่าที่แสดงฐานสิบของ Word จะสามารถคำนวณได้จาก
การแสดงค่าตัวเลขในไบนารี่นั้นสามารถแสดงค่าได้มากกว่า การแสดงค่าตัวเลขเป็นเลขฐานสิบในรูปของ ASCII และเก็บค่า Byte เป็นตัวอักษรในหน่วยความจำ ค่าแสดงตัวเลขไบนารี่ที่แสดงขั้นต้นเป็นเพียงการแสดงค่าที่เป็นค่าเฉพาะช่วงที่คอมพิวเตอร์สามารถแสดงผลได้เท่านั้น ลองคิดดูว่าค่าตัวเลขในความเป็นจริงมีการขยายจากลบอนันต์ ถึง บวกอนันต์ คอมพิวเตอร์ สามารถแสเงค่าได้เพียงช่วงหนึ่งเท่านั้น
เมื่อคอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลต่างๆ เช่นการบวก ลบ คูณ หาร ตัวเลขไบนารี่ต่างๆ มีความเป็นไปได้ที่ผลลัพธ์จากการคำนวณไม่สามารถแสดงได้อย่างเหมาะสมในการนำเสนอที่มีอยู่ เช่น มีค่ามากเกินกว่าที่จะบรรจุในบิตที่มีอยู่ได้ ลักษณะดังกล่าวเรียกว่าเกิด ``overflow'' ซึ่งขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการ การเขียนโปรแกรม และฮาร์ดแวร์ว่าจะตัดสินใจจัดการกับ overflow อย่างไร
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำการคำนวณทั้ง เลขบวก และ เลขลบ ดังนั้นคอมพิวเตอร์จะต้องมีวิธีการนำเสนอเลขให้ได้ครอบคลุมเลขทั้งสองลักษณะ โดยทั่วไป การทำงานจะใช้บิตหนึ่งบิต แสดงเป็นเครื่องหมาย โดยมีชื่อเรียกว่า ``Sign and Magnitude'' อย่างไรก็ตามการที่กำหนดหนึ่งบิตเป็นสำหรับเครื่องหมายมีความสับสนพอควร เช่น บิตเครื่องหมายจะอยู่ด้านซ้าย หรือ ด้านขวา หรือการที่มีเครื่องหมายจะเกิดศูนย์ลบ และศูนย์บวกขึ้น ซึ่งจะเกิดความสับสนในการเขียนโปรแกรมขึ้น จากปัญหาดังกล่าวการนำเสนอเลขบวกลบโดยใช้ Sign and Magnitude จึงไม่ได้รับความนิยม
ในคอมพิวเตอร์การนำเสนอมักจะใช้ two's complement representation (2's) ที่เลขบวกนำด้วย 0 และเลขลบนำด้วย 1 ดังนี้
0000 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0000 = 0 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0001 = 1 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0010 = 2 ... 0111 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1101 = 2,147,483,645 0111 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1110 = 2,147,483,646 0111 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1111 = 2,147,483,647 1000 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0000 = -2,147,483,648 1000 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0001 = -2,147,483,647 1000 0000 0000 0000 0000 0000 0000 0010 = -2,147,483,646 ... 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1101 = -3 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1110 = -2 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1111 1111 = -1
การนำเสนอแบบ 2's สามารถแสดงค่าเลขที่มากกว่าศูนย์จาก 0 ถึง
โดยที่กลุ่มของบิต
แสดงค่าลบที่น้อยที่สุด
และเริ่มเพิ่มค่าเป็น จนถึง
จนถึง
(
จะสามารถสังเกตได้ว่าค่าในเลขลบมีมากกว่าค่าในเลขบวกหนึ่งตัวคือ -2,147,483,648 ความไม่สมดุลดังกล่าวอาจมีปํญหาสำหรับนักเขียนโปรแกรม อย่างไรก็ตามถ้าเราใช้ Sign and Magnitude การออกแบบดังกล่าวมีปัญหาทั้งนักเขียนโปรแกรมและการออกแบบฮาร์ดแวร์ คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจึงใช้งาน 2's ในการแสดงค่าตัวเลข
ข้อดีของระบบเลข 2's คือในเลขลบทั้งหมด มีค่าของ Most Significant Bit เป็น 1 ฮาร์ดแวร์สามารถตรวจสอบเลขบวกลบได้โดยตรวจสอบจาก Most Significant Bit ซึ่งบิตนี้มักจะถูกเรียกว่า sign bit ดังนั้นเราสามารถแสดงเลขบวก และเลขลบในสมการร่วมกันได้ดังนี้
โดยที่ Sign Bit จะถูกคูณด้วย
ส่วนที่เหลือจะเหมือนกับการแปลงเลขฐานสองธรรมดา